BM-BIKE บีเอ็มไบค์

บทความ

มาขี่จักรยานกันดีกว่า

16-10-2552 15:21:56น.

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11173 มติชนรายวัน

ขี่จักรยานในกรุงเทพฯก็ได้ ถ้า...

โดย ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย

     ปัญหา ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นๆ ทุกวัน ทำให้บางคนต้องจ่ายค่าน้ำมันเดือนละเฉียดหมื่นบาท จนบางคนต้องเลิกขับรถแล้วหันมาใช้รถขนส่งมวลชนแทน ในขณะที่บางคนก็อยากจะลองขี่จักรยานเพื่อประหยัดเงินและก็เพื่อดูแลปัญหา เรื่องโลกร้อนไปด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งผมในฐานะผู้ก่อตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยก็ต้องยินดีเป็น ธรรมดา

เพราะผมมองในมุมมองของคนใช้จักรยาน ว่าเหตุการณ์น้ำมันแพงบ้าเลือดแบบนี้เป็นโอกาส ไม่ใช่วิกฤต

แต่ ก็เพราะความที่เป็นผู้ก่อตั้งชมรมจักรยานฯ และเป็นคนที่ริเริ่มชักชวนให้ใครต่อใครหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันมา เป็นสิบปีแล้วนี่แหละ ที่ทำให้ผมต้องออกมาเตือนคนที่ไม่คุ้นกับการใช้จักรยานแล้วอยากจะมาขี่ จักรยานบนถนนในกรุงเทพฯ ว่าต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร

ข้อแรก : ทางจักรยานในเมืองไทยถือได้ว่ายังไม่มี เพราะที่มีอยู่นั้นมันสั้นมากจนถือเป็นนัยยะไม่ได้ ดังนั้น ถ้าจะให้ปลอดภัยก็ควรขี่จักรยานบนทางเท้า แต่ทางเท้ามีไว้สำหรับคนเดินเท้า จักรยานไม่มีสิทธิเหนือคนกลุ่มนั้น นั่นคือถ้าไปเจอคนเดินสวนมา หรือกำลังจะแซงคนที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ต้องดีดกระดิ่งให้สัญญาณเตือน และต้องหยุดรถลงจูงหากมีคนเดินบนทางเท้ามากจนขี่จักรยานได้อย่างไม่ปลอดภัย

ยิ่ง ถ้าไปเจอหาบเร่แผงลอย เช่น ตามประตูน้ำ สะพานควาย พระโขนง อย่างนี้ยิ่งไม่มีทางขี่จักรยานฝ่าเข้าไปได้แน่ๆ คนขี่จักรยานจึงต้องลงจูงหรือไม่ก็ไปขี่บนถนนใหญ่ในช่วงที่ทางเท้ามีคนเดิน ไปเดินมาหนาแน่น

ข้อสอง : เมื่อจำเป็นต้องไปขี่บนพื้นผิวจราจรหรือถนน สิ่งที่ต้องระวัง คือตะแกรงระบายน้ำฝนที่บางทีก็อยู่กลางถนน บางทีก็อยู่ริมถนน และถ้าตะแกรงระบายน้ำพวกนี้มีตัวแผ่นเหล็กซี่ตะแกรงวางตามยาวไปกับทิศทางที่ เราจะขี่จักรยานไป ช่องว่างระหว่างเหล็กตะแกรงก็จะกลายเป็นร่องหลายๆ ร่องติดๆ กัน ซึ่งหากล้อหน้าของจักรยานหล่นลงไปในช่องหรือร่องนั้น รถจักรยานก็จะล้มและตัวเราอาจตีลังกาไปเจอรถที่วิ่งตามมาข้างหลังได้ ผมจึงเรียกตะแกรงระบายน้ำฝนพวกนี้ว่า "กับดักจักรยาน"

ข่าวดี คือตอนนี้ กทม.ได้ทำตะแกรงแบบที่ไม่เป็นร่องให้ล้อหล่นลงไปได้เป็นส่วนมากแล้ว ปัญหานี้จึงมีไม่มากนัก ยกเว้นในบางเขตที่ยังไม่ได้พัฒนาให้เป็นมาตรฐานสากล

ข้อ สาม : น้ำมันบนถนน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันทอดอาหาร ล้วนทำให้ถนนลื่น โดยเฉพาะหากมีน้ำเปียกแฉะอยู่ด้วย ผู้ขี่จักรยานจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากขี่เข้าไปในซอยหรือริมถนนที่มี รถเข็นหรือแผงลอยขายข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวต้มกุ๊ย ฯลฯ แล้วล้างจานอยู่ริมถนน

ข้อสี่ : ให้เคารพกฎจราจร เช่น ขี่ชิดซ้าย และเวลาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวากรุณาให้สัญญาณมือ

ข้อ ห้า : แม้จะบอกไว้ในข้อสี่แล้วว่าให้ขี่ชิดซ้าย แต่ที่ผมพบมาทั่วโลกก็คือคนขี่จักรยานมักถืออภิสิทธิ์ขี่ย้อนศร อาจจะเพราะถือว่าตัวเองเล็กและเคลื่อนไหวได้คล่องตัวคล้ายกับคนเดินซึ่งมัก เดินย้อนทิศทางของการวิ่งของรถเหมือนกัน

ทีนี้เมื่อขี่ชิดขวาไป เรื่อยๆ หากไปเจอซอยหรือทางแยกที่อยู่ทางขวามือ และมีรถยนต์จะออกจากซอยหรือทางแยกนั้นพอดี ให้รู้ไว้เลยว่าคนขับรถคนนั้นเขาจะไม่มองมาทางเรา เขาจะมองไปดูว่ามีรถบนถนนใหญ่วิ่งมาหรือไม่ ซึ่งเขาก็จะไม่มีทางเห็นเรา และหากเขาเห็นว่าปลอดภัยสำหรับเขา เขาก็จะออกรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนใหญ่ แล้วจะมาชนกับเราได้ง่ายๆ

อุบัติเหตุแบบนี้พบว่าเกิดขึ้นได้เสมอๆ จึงต้องระวัง ทางที่ดีเมื่อเข้าใกล้ซอยหรือทางแยกแบบนี้ต้องชะลอให้ช้าที่สุด แล้วรีบเบรกให้ทัน

หรือจะให้ดีกว่านั้น ก็อย่าขี่ชิดขวาซะก็จะหมดเรื่อง

ข้อ หก : มอเตอร์ไซค์ปาดหน้า อุบัติเหตุแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้บ่อยเช่นกัน เรื่องของเรื่องคือจักรยานต้องขี่ชิดซ้ายติดขอบทางเท้า แต่มอเตอร์ไซค์ซึ่งวิ่งได้เร็วกว่าและควรขี่ชิดซ้ายเหมือนกัน เมื่อมาเจอจักรยานซึ่งวิ่งช้ากว่าอยู่ข้างหน้า และมอเตอร์ไซค์อยากจะเลี้ยวเข้าซอยซ้ายมือข้างหน้า แต่มีจักรยานเกะกะอยู่ มอเตอร์ไซค์ก็มักจะเร่งเครื่องรีบแซงและรีบปาดหน้าจักรยานเพื่อเลี้ยวซ้าย เข้าซอย ซึ่งถ้าปาดกระชั้นชิดมากไป จักรยานเบรกไม่ทัน ก็จะชนกัน และหากชนกันแบบนี้คนขี่จักรยานเจ็บครับ คนขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ค่อยเจ็บ

ที่ เขียนให้เห็นปัญหาอุปสรรคของการขี่จักรยานบนถนนใน กทม.ไว้เยอะแยะนี่ ไม่ใช่เขียนให้กลัวและเลิกความคิดที่จะใช้จักรยานนะครับ แต่เขียนมาเพื่อเตือนให้รู้ว่าจะระวังตัวอย่างไร

มีข่าวดีอีกข้อ คือเราไม่เคยเห็นสาวยาคูลท์ขี่จักรยานแล้วโดนรถยนต์ชนเลยใช่ไหมครับ นั่นแสดงว่าการขี่จักรยานใน กทม.นี้มันทำให้ปลอดภัยได้ถ้าเรารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งนั่นก็คือต้องขี่ให้ชินจนมีทักษะหรือความชำนาญนั่นเอง

อีกเรื่อง ที่อยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ก็คือกรุงเทพฯไม่ใช่ประเทศไทย แต่ทั้งกรุงเทพฯและประเทศไทยมีปัญหาเรื่องน้ำมันแพงเหมือนๆ กัน

พวก ที่อยู่ต่างจังหวัดหรือแม้กระทั่งเขตชานเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งการจราจรไม่สับสนซับซ้อนเท่ากับกรุงเทพฯ จึงมีความปลอดภัยและโอกาสในการใช้จักรยานบนถนนมากกว่ากรุงเทพฯ
จึงอยากชวนให้ออกมาขี่จักรยานกันเยอะๆ จนเกิดเป็นแรงผลักดันให้ภาครัฐจัดทำทางจักรยานให้เป็นระบบเหมือนอารยประเทศกับเขากันเสียที